รัฐธรรมนูญกับศิลปะ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้ให้ความสำคัญกับงานศิลปวัฒนธรรม หรืองานวัฒนธรรมไว้หลายลักษณะและได้กำหนดให้มีการตราบัญญัติขยายความในเรื่องดังกล่าวโดยได้กำหนดให้เป็น “สิทธิ” ของบุคคลซึ่งรวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปะ หรือวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และกำหนดให้เป็น “หน้าที่”ของบุคคลในอันที่จะพิทักษ์ ปกป้อง สืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตลอดจนเป็น “หน้าที่” ขององค์กรปกครองที่ต้องบำรุงรักษาศิลปะ จารีต ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
งานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปวัฒนธรรม ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ แต่เนื่องจาก คำว่า “ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” ได้รับการกำหนดความหมายที่มีลักษณะเป็นการเฉพาะ โดยพิจารณาจากช่วงเวลาของผลงานการสร้างสรรค์ที่เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ในยุคปัจจุบัน มีเป้าหมายเป็นการรับใช้คนในยุคปัจจุบันแต่มีเนื้อหาวัฒนธรรมเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์ในลักษณะเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมเก่าและใหม่ ทำให้เกิดผลงานชิ้นใหม่ที่เหมาะสมกับคนในสังคมปัจจุบัน แต่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมทำให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของศิลปวัฒนธรรมหลายฉบับได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการ เช่น พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗ กำหนดให้ การทำซ้ำหรือดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณะชนที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้การคุ้มครองผลงานการสร้างสรรค์ ในลักษณะทั่วไปไม่ปรากฏว่าได้มีการบัญญัติไว้เป็นพิเศษสำหรับงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗ กำหนดขอบเขตของงานอันมีลิขสิทธิ์แต่ไม่ให้ความคุ้มครองในส่วนที่เป็นความคิด แนวความคิด หลักการ การค้นพบ ฯลฯ และแม้ว่าการให้ความคุ้มครอง ส่งเสริม และสืบสานงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จะไม่ได้รับการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะ แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครองเพราะหากพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายที่ได้ตราขึ้นมาใช้บังคับในส่วนที่เกี่ยวกับงานด้านศิลปวัฒนธรรมแล้วก็จะพบว่าได้ปรากฏบทบัญญัติกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการให้ความคุ้มครองผลงานศิลปวัฒนธรรมหรือ ส่งเสริมงานศิลปวัฒนธรรมและให้ความคุ้มครองสังคมจากผลผลิตของงานด้านศิลปวัฒนธรรม เมื่องานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นส่วนหนึ่งของด้านศิลปวัฒนธรรมจึงอยู่ใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าว
ผู้วิจัยมีความเห็นว่า เมื่องานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปวัฒนธรรมที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครอง และงานดังกล่าวมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากงานด้านศิลปวัฒนธรรมโดยทั่วไปในส่วนที่เกี่ยวกับ ความหมาย และลักษณะของผลงาน จำเป็นที่ต้องทำการศึกษาวิเคราะห์ ลักษณะเนื้อหาสาระของแต่ละสาขาของงานด้านศิลปวัฒนธรรม ร่วมสมัย เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์พื้นฐานที่ต้องใช้ในการสร้างสรรค์งานอันนำไปสู่แนวทางการพิจารณาถึงลักษณะของการกระทำ หรือผลงานใหม่ การวางหลักเกณฑ์พื้นฐานดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาได้ว่า ผลงานใดเป็นงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ขณะที่มีอีกผลงานหนึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยการจัดทำหลักสูตรการศึกษาศิลปวัฒนธรรมพื้นฐาน เพื่อผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “การศึกษาขั้นพื้นฐาน” หากดำเนินการในลักษณะดังกล่าวสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ มาตรา ๑๓ มาตาม ๑๔ ซึ่ง หน่วยงานที่สามารถรับภาระหน้าที่ในการผลักดันเรื่องดังกล่าว ได้แก่ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการดำเนินการโดยให้แต่ละกลุ่มงานที่ประกอบด้วยศิลปินผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ได้รวบรวมความคิดและร่วมกันศึกษาเพื่อกำหนดหลักการพื้นฐาน ที่เป็นเนื้อหาสาระของงานด้านศิลปวัฒนธรรมแขนงของตน เมื่อได้ข้อยุติจากทุกกลุ่มสาขา สมควรที่จะทำการพิจารณาร่วมกัน ถึงข้อเสนอแนะที่เหมาะสม กล่าวคือ
การเสนอให้แก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านศิลปวัฒนธรรมในแต่ละสาขา เพื่อให้สามารถใช้บังคับถึงงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย รวมถึงการพิจารณาให้การยุติข้อพิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยซึ่งควรประกอบด้วยผู้ชี้ขาดที่มีความรู้เฉพาะด้านร่วมเป็นผู้ตัดสินด้วย แต่ทั้งนี้ต้องมีการจัดทำหลักเกณฑ์พื้นฐานของงานด้านนี้ไว้ก่อน
การนำเสนอมาตรการทางภาษีเพื่อเป็นการส่งเสริม สืบสานงานด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการจัดหลักสูตรศิลปวัฒนธรรมพื้นฐาน เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพื้นฐาน สามารถนำมาซึ่งการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในส่วนของการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีได้โดยอาศัยบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการวิจัยเพื่อกำหนดขอบเขตหรือหลักเกณฑ์เป็นพิเศษต่อไปรวมถึงถ้าการศึกษาวิจัยเฉพาะเรื่องในส่วนที่เกี่ยวกับมารตราการทางภาษีกับการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

เกี่ยวกับ prachernlaorit

prachern-6/1-05 matee-6/1-07
เรื่องนี้ถูกเขียนใน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s